ข้อควรรู้และเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเครื่องสำอาง!!! Leave a comment

Spread the love

เครื่องสำอางเป็นได้หลายอย่าง เช่น ช่วยตกแต่งเพื่อความสวยงาม หรือช่วยบำรุงดูแล เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจ

บางอย่างก็ยังสร้างบุคลิกใหม่ ๆ ให้อย่างเช่นการเปลี่ยนสีผม แต่บางครั้งเครื่องสำอางก็อาจทำพิษกับเราได้ทั้งจากความไม่ระมัดระวังในการ ใช้

หรือจากสารอันตรายที่อยู่ในเครื่องสำอางต่าง ๆ การมาทำความรู้จักกับเครื่องสำอางให้มากขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นเ

ช่นกันสำหรับ สาวใหญ่สาวน้อยที่ชอบแต่งแต้มสีสันให้กับตัวเอง

เครื่องสำอางไม่ใช่ยา ยาไม่ใช่เครื่องสำอาง

เครื่องสำอาง ใช้ทาถูบนร่างกาย เพื่อ ทำความสะอาด แต่งแต้มให้สวยงาม เพิ่มความดึงดูดและเปลี่ยนแปลงสภาพภายนอก เช่น ครีมทาผิว โลชั่น น้ำหอม ลิปสติค ยาทาเล็บ ผลิตภัณฑ์รอบผิวหน้าและดวงตา น้ำยาดัดผม น้ำยาโกรกสีผม รวมทั้งยาสีฟัน
ยา ใช้เพื่อแก้ไข รักษา และป้องกันโรคที่เกิดกับร่างกาย ส่วนเครื่องสำอางไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือมีผลต่อโครงสร้างและหน้าที่ของร่างกาย

มีอะไรอยู่ในเครื่องสำอาง ?

น้ำหอมและสารกันเสียนับได้ว่าเป็นองค์ประกอบหลักสำคัญในเครื่องสำอาง
น้ำหอม เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการแพ้ของผิวหนัง น้ำหอมประกอบด้วยสารเคมีและสารธรรมชาติต่าง ๆรวมกันมากมาย เครื่องสำอางที่ติดฉลากว่า “ปราศจากน้ำหอม” บางชนิดปราศจากการใส่น้ำหอมจริง ๆ แต่บางผลิตภัณฑ์ยังมีการปรุงแต่งด้วยน้ำหอมเล็กน้อยเพื่อกลบกลิ่นไขและสาร ประกอบอื่น ๆ
สารกันเสียในเครื่องสำอาง นับเป็นอันดับสองรองจากน้ำหอมที่ก่อให้เกิดปัญหาทำให้ผิวหนังแพ้ได้ สารกันเสียทำหน้าที่กันเชื้อแบคทีเรียและราไม่ให้เจริญเติบโตในผลิตภัณฑ์ และยังป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์เสียง่ายเมื่อได้รับแสงและความร้อน

สีในเครื่องสำอาง ต้องเป็นสีที่ปลอดภัยตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา คือ สีที่ใช้สำหรับ อาหาร ยาและเครื่องสำอาง (FD&C) หรือสีที่ใช้สำหรับยาและเครื่องสำอาง (D&C) หรือสีใช้ภายนอกสำหรับยาและเครื่องสำอางเท่านั้น

ความปลอดภัยของเครื่องสำอางขึ้นอยู่กับอะไร ?

เครื่องสำอางส่วนใหญ่จะมีความปลอดภัย ยกเว้นเครื่องสำอางปลอมหรือชนิดที่ผิดกฎหมาย ความไม่ปลอดภัยบางครั้งเกิดจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง เช่น
การขยี้ตาที่มีมาสคาร่า ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ถ้าไม่รักษา เพื่อความปลอดภัยไม่ควรเขียนคิ้ว ทาขอบตาระหว่างที่เดินทางในรถยนต์ รถไฟ หรือเครื่องบิน

ไม่ควรใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น เพราะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์จากเราเองไปสู่ผู้อื่น หรือจากผู้อื่นมาสู่เราได้ รวมถึงการไม่ใช้หวีร่วมกัน ไม่ใช้สบู่อาบน้ำก้อนเดียวกัน เพราะเชื้อโรคหรือเชื้อจุลินทรีย์เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ขณะนอนหลับ ไม่ควรมีเครื่องสำอางอยู่รอบดวงตาและผิวหน้า เพราะเคมีในเครื่องสำอางอาจเข้าตาเมื่อขยี้ตาได้ ปัญหาตาอักเสบจะตามติดมาได้ง่าย

ผลิตภัณฑ์ประเภทแอโรซอล ไม่ควรวางกระป๋องแอโรซอลใกล้ความร้อนหรือไฟ หรือใกล้คนที่ชอบสูบบุหรี่ เพราะองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์ติดไฟง่าย สามารถระเบิดได้ ระหว่างการใช้งาน เช่น สเปรย์ผม ให้ระวังไม่สูดดมเข้าไป เพราะจะสะสมที่ปอด ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดได้

สิ่งที่น่ารู้ของเครื่องสำอาง!!!!

เวชเครื่องสำอาง คืออะไร ?

ผลิตภัณฑ์บางชนิดเป็นได้ทั้งยาและเครื่องสำอาง เช่น แชมพูสระผม จัดเป็นเครื่องสำอางเพื่อทำความสะอาดเส้นผม แต่หากมีองค์ประกอบของสารขจัดรังแคซึ่งมีคุณสมบัติต้านเชื้อราอันเป็นสาเหตุ ของรังแค แชมพูชนิดขจัดรังแคจะจัดเป็นยา และหาซื้อได้จากร้ายขายยาเท่านั้น ตัวอย่างอื่นๆที่มีคุณสมบัติเป็นทั้งยาและเครื่องสำอาง เช่น ยาสีฟันผสมฟูออไรด์ ผลิตภัณฑ์ขจัดกลิ่นตัวชนิดที่มีฤทธิ์ระงับเหงื่อ และครีมบำรุงผิวที่มีสารกันแดดชนิดเคมี (chemical sunscreening agent) ผลิตภัณฑ์เวชสำอางต้องมีคุณสมบัติครบทั้งทางเครื่องสำอางและยาตามที่ อย.กำหนด

เครื่องสำอางสามารถเก็บได้นานแค่ไหน ?

ผลิตภัณฑ์ประเภทรอบดวงตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาสคาร่า อายเชโด่ ดินสอเขียวคิ้วและขอบตา ไม่สามารถใช้ได้นาน ๆ เท่ากับชนิดอื่น ๆ เพราะโอกาสในการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ระหว่างการใช้งานมีสูงมาก อาจทำให้เกิดอักเสบของเยื่อบุลูกตาได้ ผู้เชี่ยวชาญทางเครื่องสำอางแนะนำให้เปลี่ยนผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทิ้งทุก 3 เดือนภายหลังจากการเปิดใช้งาน
ผลิตภัณฑ์ประเภทสมุนไพรหรือชนิดที่มีองค์ประกอบจากธรรมชาติ มักจะเก็บได้ไม่นาน ผู้ใช้ควรหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ เช่น สี กลิ่น และความหนืดของเนื้อครีม เพราะทั้งสี กลิ่นและความหนืดที่เปลี่ยนไป แสดงถึงการสลายตัวของผลิตภัณฑ์อันอาจมีสาเหตุจากการปนเปื้อนของเชื้อ จุลินทรีย์ได้ เนื่องจากสารสกัดจากธรรมชาติมักจะไม่มีสารกันเสีย ถ้าพบการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นให้หยุดใช้ และทิ้งไปทันทีไม่ต้องเสียดาย นอกจากนั้นการเก็บผลิตภัณฑ์ต้องเก็บตามคำแนะนำบนฉลาก เช่น หลีกเลี่ยงจากความร้อน และแสงแดด หากเก็บไม่ได้ตามคำแนะนำ อายุของผลิตภัณฑ์จะสั้นกว่าวันหมดอายุที่กำหนดไว้บนฉลาก

ระหว่างตั้งครรภ์โกรกสีผมได้หรือไม่ ?

จากการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองและในอาสาสมัคร พบว่าสีย้อมผมหรือสารเคมีจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อยมาก ๆ ในระหว่างการโกรกสีผม และไม่มีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีความรู้มากมายนักถึงผลกระทบต่อทารกใน ครรภ์ในระ ยะยาว หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ส่วนฉลากเครื่องสำอางค์ที่ควรรู้

ปกติฉลากเครื่องสำอางที่ผ่านการควบคุมจาก อย.แล้วจะต้องระบุข้อความเหล่านี้เป็นภาษาไทยไว้บนฉลาก ได้แก่

– ชื่อเครื่องสำอางและ/หรือชื่อทางการค้า

– ประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง

– ชื่อส่วนประกอบที่สำคัญ

– ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ถ้านำเข้าจะต้องแสดงชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต

– วัน เดือน ปีที่ผลิต เช่น Manufactured ตามด้วยตัวเลขบอกวัน เดือน ปีที่ผลิต หรือวันหมดอายุ เช่น Best Before หรือ Used Before ตามด้วยวัน เดือน ปีที่หมดอายุไว้ด้วย

– วิธีใช้และคำเตือน

– ปริมาณสุทธิ

คำศัพท์ที่พบบ่อยในผลิตภัณฑ์เสริมความงาม

๐ Antioxidant = สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องและลบเลือนริ้วรอย

๐ Non-Comedogenic = ไม่มีส่วนผสมที่ทำให้รูขุมขนอุดตันอันเป็นสาเหตุของสิว

๐ Clinically Proven = ผ่านการทดสอบจากคลินิกของเครื่องสำอางยี่ห้อนั้นๆ มาแล้ว

๐ Dermatologist-Tested = ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังแล้ว

๐ Hypo-Allergenic = มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้ได้น้อย จึงเหมาะสำหรับผู้มีผิวแพ้ง่าย

๐ Retinol A = ส่วนผสมที่ช่วยลบเลือนริ้วรอยร่องลึก

สัญลักษณ์บอกอะไร

– สัญลักษณ์รีไซเคิล หมายถึง บรรจุภัณฑ์ชิ้นนี้สามารถนำไปรีไซเคิลได้ ช่วยลดโลกร้อนอีกทางหนึ่ง

– สัญลักษณ์หนังสือหรือหนังสือพร้อมมือชี้ หมายถึง ผู้ใช้ควรอ่านฉลากให้ละเอียดก่อนใช้ เพราะอาจมีคำเตือนหรือข้อความระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์ระบุอยู่ที่ฉลาก

– สัญลักษณ์กระป๋องเปิดแล้วมีตัวเลขกำกับไว้ ตามด้วย M (Month) หมายถึง ผลิตภัณฑ์นี้มีอายุเท่าไร (ระบุเป็นจำนวนเดือน) นับตั้งแต่เปิดให้เนื้อผลิตภัณฑ์สัมผัสอากาศ เช่น มาสคาราจะเริ่มนับเวลาตั้งแต่การดึงก้านมาสคาราออกมาครั้งแรก หรือผลิตภัณฑ์หัวปั๊มก็นับตั้งแต่ทำการกดครั้งแรก

ช่วงนี้ กระแส เครื่องสำอางค์เกาหลีมาแรง เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ Office เขา ก็แวะเวียนไปเที่ยว กันบ่อยๆ เราก็เลยได้อานิสงค์ ฝากซื้อของถูกๆ กลับมาใช้เองบ้าง ในระหว่างนี้ ก็หาข้อมูลพอสมควร จนตอนนี้อยากจะเป็นคนขายเสียเอง เลยเปิด web ขายเสียเลย – พอดีได้ไปเจอข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เลยอยากเอาให้อ่านกัน ค่ะ …

“ออก ตัวไว้ก่อนว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยว กับเครื่องสำอางค์ แต่พักนี้แวะไปห้องโต๊ะเครื่องแป้งบ่อยๆ เจอคำถามเกี่ยวกับเครื่องสำอางค์เกาหลีเยอะพอสมควร พอดีมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เลยอยากเอามาอัพบล็อกจ้า… ผู้หญิงชาวเกาหลีทั้งสาวทั้งๆไม่สาวแล้วให้ความสำคัญกับเรื่องผิวค่อนข้าง มาก โดยเฉพาะผิวหน้า ดังนั้นเครื่องสำอางค์จึงเป็นที่นิยมกันมานานแล้ว สมัยก่อน (อันนี้คุณแม่สามีเล่าให้ฟัง)ว่า ประมาณ 40 ปี ก่อนนี้ เครื่องสำอางค์มีไม่กี่ยี่ห้อ แล้วก็ไม่ได้มีวางขายหาซื้อได้สะดวกเหมือนสมัยนี้ จะมีเซลล์มาขายตามบ้านเอาเครื่องสำอางค์มาให้ลองใช้ เอาแคตตาล็อกมาให้เลือก แล้วต่อมาก็เริ่มมีเคาน์เตอร์ต่างๆมาตั้งขาย มีร้านขายเครื่องสำอางค์ที่ขายหลายๆยี่ห้อให้เลือกซื้อ จนถึงยุคปัจจุบันที่ธุรกิจเครื่องสำอางค์บูมมาก เครื่องสำอางค์เกาหลีจะแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ (แบ่งชนิดตามเวปขายเครื่องสำอางค์)

ผู้หญิง ชาวเกาหลีทั้งสาวทั้งๆไม่สาวแล้วให้ความสำคัญกับเรื่องผิวค่อนข้าง มาก โดยเฉพาะผิวหน้า ดังนั้นเครื่องสำอางค์จึงเป็นที่นิยมกันมานานแล้ว สมัยก่อนประมาณ 40 ปีก่อนนี้ เครื่องสำอางค์มีไม่กี่ยี่ห้อ แล้วก็ไม่ได้มีวางขายหาซื้อได้สะดวกเหมือนสมัยนี้ จะมีเซลล์มาขายตามบ้านเอาเครื่องสำอางค์มาให้ลองใช้ เอาแคตตาล็อกมาให้เลือก แล้วต่อมาก็เริ่มมีเคาน์เตอร์ต่างๆมาตั้งขาย มีร้านขายเครื่องสำอางค์ที่ขายหลายๆยี่ห้อให้เลือกซื้อ จนถึงยุคปัจจุบันที่ธุรกิจเครื่องสำอางค์บูมมาก เครื่องสำอางค์เกาหลีจะแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ (แบ่งชนิดตามเวปขายเครื่องสำอางค์)

กลุ่มแรกจะเรียกว่า (road shop brand) ได้แก่ skinfood Etude MISSHA banila co The faceshop inkoii

กลุ่มที่สองจะเรียกว่า สินค้าตามห้างและร้านขายเครื่องสำอางค์ได้แก่ LANE’IGE Mamonde ISA KNOX ENPRANE LacVert innisfree เครื่อง สำอางค์กลุ่มนี้เด่นเรื่องการบำรุงผิว โดยพื้นฐานไม่ว่าจะแต่งหน้าหรือไม่ก็ตาม สาวๆชาวเกาหลีจะต้องใช้เครื่องสำอางค์ชุดพื้นฐาน skin care เพื่อบำรุงผิวกันทุกคน

กลุ่มที่สามจะเรียกว่า  เป็นเครื่องสำอางค์ผสมสมุนไพร เช่น Hera OHUI RAHEL ฯลฯ

กลุ่มที่สี่จะเรียกว่า  เป็นเครื่องสำอางค์แบรนด์เนมและเครื่องสำอางค์นำเข้าทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ลังโคม คาเนโบ ชิเซโด คาร์แรง แอนนา ซุย SKII M.A.C. ฯลฯ

นี้ยังไม่ได้นับรวมไปด้วยคือเครื่องสำอางค์ที่มีการขายทางโฮมช็อปปิ้งกับขายผ่านตัวแทน เช่น แอมเวย์ นูสกิน ….

กลุ่มวัยรุ่นและสาวๆวัยทำงานจะนิยมเครื่องสำอางค์กลุ่มแรกกับกลุ่มที่สองกัน มาก อาจจะเนื่องจากราคา และแพ็กเกจเป็นหลัก  ส่วนเครื่องสำอางค์กลุ่มที่ 3 – 4 ราคา โดยรวมจะค่อนข้างสูง กลุ่มผู้ใช้ก็จะเลื่อนระดับขึ้นไปอีก ถ้าจะนับกันจริงๆเครื่องสำอางค์ของเกาหลีมีเยอะมากหลากหลายแบรนด์ แต่หลักๆที่เป็นที่นิยมของสาวๆบ้านเราคงหนีไม่พ้น skinfood Etude MISSHA banila co the faceshop ค่ะ.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *